เพื่อนๆ คิดยังไงกับบทความ “ว่าไงนะ บรรณรักษ์ตายแล้วหรือ”

เพื่อนๆ คิดยังไงกับบทความ “ว่าไงนะ บรรณรักษ์ตายแล้วหรือ”

วันนี้บทความที่ผมนำมาให้อ่านแค่ชื่อเรื่องอาจจะทำให้เพื่อนๆ หลายคนตกใจ และหลายๆ คนก็คงช็อค แต่ต้องขอบอกไว้ก่อนนะครับว่า ชื่อเรื่องนี้ผมไม่ได้มีเจตนาจะลบหลู่วงการบรรณารักษ์ของพวกเราเลย บทความเรื่อง “ว่าไงนะ บรรณรักษ์ตายแล้วหรือ” ได้ลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับวันนี้ (วันที่ 9 ธันวาคม 2553) ซึ่งนักข่าวจากกรุงเทพธุรกิจมาขอสัมภาษณ์ผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และพูดคุยกันในเรื่องต่างๆ ของห้องสมุด และจากการคุยในวันนั้นก็ได้บทความชิ้นนี้ออกมา (นักข่าวถอดคำพูดจากการสัมภาษณ์ผมนะ) ใครที่ยังไม่ได้อ่านผมขอนำบทความนี้มาลงในบล็อกนี้ด้วยนะครับ ว่าไงนะ บรรณรักษ์ตายแล้ว ? โดย : จุฑารัตน์ ทิพย์นำภา เคยมีรายงานสำรวจพฤติกรรมการอ่านหนังสือโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อปี 2546 พบว่า คนไทยอ่านหนังสือโดยเฉลี่ยปีละ 7 บรรทัด กลายเป็นข้อมูลอ้างอิงที่ถูกหยิบมากพูดกันน้ำหูน้ำตาเล็ด อีก 5 ปีต่อมา 2551 ผลสำรวจสำนักเดิมอีกพบว่า แนวโน้มคนไทยอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นเป็น 39 นาทีต่อวัน จนล่าสุด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสำรวจพบว่าคนไทยอ่านหนังสือนานถึง 94 นาทีต่อวัน เท่ากับว่าเวลาผ่านไปไม่ถึง 10 ปี คนไทยมีนิสัยรักการอ่านมากขึ้น หรือไม่ช่องทางการเข้าถึงหนังสือของคนไทยเพิ่มมากขึ้น แน่นอนว่า อินเทอร์เน็ตเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นพฤติกรรมการอ่านของคนทั่วโลก การอ่านหนังสือ และการค้นคว้าเอกสารของนักเรียนนักศึกษาไม่ได้จำกัดตัวอยู่ในห้องสมุดอย่าง เดียวแล้ว ภาพของนักศึกษายืนอยู่หน้าตู้ดัชนี ดึงลิ้นชักออกมาค้นหารายชื่อหนังสือ แทบจะไม่ปรากฏให้เห็นอีกแล้ว พวกเขาไม่ต้องการความรู้เกี่ยวกับการจัดระบบห้องสมุดแบบดิวอี้ และรัฐสภาอเมริกัน อีกต่อไป เมฆินทร์ ลิขิตบุญฤทธิ์ นักพัฒนาระบบห้องสมุด จากโครงการศูนย์ความรู้กินได้ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) ยอมรับว่า ทิศทางการสืบค้นแบบใหม่ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตทำให้การค้นหาแบบเดิมถูกตัดทิ้ง ห้องสมุดจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้ทันสมัย บรรณารักษ์ต้องเป็นได้มากกว่าคนเฝ้าห้องสมุด ที่ผ่านมาแม้ห้องสมุด จะเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของเทคโนโลยีโดยแปลงหนังสือทั้งเล่มให้อยู่ในรูปของอี บุ๊ค จัดเก็บในฐานข้อมูลดิจิทัลเพื่อความสะดวกในการค้นหา แต่เขากลับมองว่า นั่นไม่ใช่แนวทางที่จะสนับสนุนให้คนอ่านหนังสือมากขึ้น ขณะเดียวกันสิ่งที่เขามองคือการสร้างเนื้อหาที่น่าสนใจในรูปของบทความ นอกเหนือจากข่าวสาร บันเทิง ที่ปรากฏอยู่บนโลกอินเตอร์เน็ตในทุกวันนี้ เหตุผล ดังกล่าวผลักดันให้บรรณารักษ์ วัย 28 ปี ริเริ่มแนวคิดการสร้างชุมชนบรรณารักษ์ออนไลน์ขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา…

เมื่อผม (Projectlib & Libraryhub) ถูกสัมภาษณ์ลงเว็บไซต์อื่นๆ…

เมื่อผม (Projectlib & Libraryhub) ถูกสัมภาษณ์ลงเว็บไซต์อื่นๆ…

วันนี้ผมขอรวบรวม link บทสัมภาษณ์ของผมจากหลายๆ เว็บไซต์มาไว้ที่นี่เพื่อให้เพื่อนๆ อ่านนะครับ ซึ่งบทสัมภาษณ์ที่ผมเคยให้สัมภาษณ์ไป ไม่ได้มีแต่เรื่องส่วนตัวเท่านั้นนะครับ แต่ยังมีเรื่องประสบการณ์ในการฝึกงาน แรงบันดาลใจ และอีกหลายๆ เรื่องที่อยากให้อ่านจริงๆ เราไปอ่านบทสัมภาษณ์กันเลยดีกว่านะครับ ———————————————————————————————————— เริ่มจากการให้สัมภาษณ์ครั้งแรกของผมผ่านเว็บไซต์ Tag in thai การสัมภาษณ์ในครั้งนั้น ผมได้กล่าวถึงเรื่องส่วนตัว เช่น เรียนจบที่ไหนมา ปัจจุบันทำงานที่ไหน เป็นต้น นอกจากนั้นยังแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวงการห้องสมุดในเมืองไทย และวัตถุประสงค์ในการเขียนบล็อก พร้อมแนะนำบล็อกในหน้าต่างๆ ว่ามีความเป็นมาอย่างไร เพื่อนๆ สามารถอ่านต่อที่ http://tag.in.th/interview?show=projectlib ———————————————————————————————————— ต่อมาการสัมภาษณ์ครั้งที่สอง ได้ลงทั้งในหนังสือเรียนรอบโลก และ เว็บไซต์เรียนรอบโลก ซึ่งประเด็นหลักของการสัมภาษณ์ในครั้งนั้นคือ ?ฝึกงานบรรณารักษ์ ต้องใฝ่รู้คู่ให้บริการ? โดยผมได้กล่าวถึงเรื่องการฝึกงานของเด็กเอกบรรณรักษ์โดยเน้นงานบริการเป็นหลัก และการฝึกงานในลักษณะต่างๆ ของเด็กเอกบรรณารักษ์ เพื่อนๆ สามารถอ่านต่อที่ http://eaw.elearneasy.com/Print_News.php?news_id=269 ———————————————————————————————————— ครั้งที่สามต่อเนื่องจากครั้งที่สอง แต่เปลี่ยนไปลงในคอลัมน์นานาสาระ เว็บไซต์ eJobEasy ซึ่งประเด็นหลักของการสัมภาษณ์ในครั้งนั้นจะเหมือนในครั้งที่สองนั่นแหละครับ เพราะว่าใช้คำถามในการสัมภาษณ์เหมือนกัน เพียงแต่เปลี่ยนสื่อในการนำเสนอ ให้อยู่ในเว็บไซต์หางาน และแนะนำการทำงานเป็นหลัก ซึ่งข้อมูลที่ผมให้ คือ ข้อมูลจากการฝึกงานที่ ห้องสมุดมูลนิธิญี่ปุ่น เพื่อนๆ สามารถอ่านต่อที่ http://www.ejobeasy.com/kmdetail.php?n=80820180723 ———————————————————————————————————— ครั้งที่สี่ เป็นการให้สัมภาษณ์กับ LibrarianMagazine เล่มที่ 7 การสัมภาษณ์ครั้งนั้นเป็นกล่าวกล่าวถึงเรื่องส่วนตัว และเรื่องของบล็อกเป็นหลัก เช่น อนาคตของบล็อกนี้ และโครงการใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นใน projectlib.in.th นอกนั้นก็จะมีการแสดงความคิดเห็นในมุมมองที่บรรณารักษ์หลายคนมองข้าม เช่น ภาพลักษณ์ของบรรณารักษ์ และการทำบล็อกของห้องสมุด ฯลฯ เพื่อนๆ สามารถอ่านต่อที่ http://www.librarianmagazine.com/VOL1NO7/projectlib.html ———————————————————————————————————— เอาเป็นว่าก็อ่านกันได้ตามสะดวกเลยนะครับ…

เมื่อผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์เจ้าของ Ijigg.com

เมื่อผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์เจ้าของ Ijigg.com

บันทึกเรื่องเก่าๆ (ผมเคยเขียนที่ projectlib แล้ว) ทุกๆ วันผมต้องนั่งฟังเพลงจาก Ijigg.com แล้วพวกคุณหล่ะฟังเพลงจากไหนกันบ้าง ? ขั้นตอนง่ายในการฟังเพลงของผม คือ เปิด Ijigg.com ? หาเพลงที่อยากฟัง ? กดปุ่มเล่นเพลง ? แล้วก็ฟัง ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาหลายๆ คนที่ติดตามข่าวจากผมใน Twitter จะรู้ว่ามีเจ้าของเว็บไซต์แห่งหนึ่งมาเมืองไทย ซึ่งนั่นก็คือ Mr.Shadab Farooqui ซึ่งเป็น CEO ของเว็บไซต์ Ijigg.com ด้วยเหตุนี้ผมจึงขอนัดเจอ และสัมภาษณ์เขา เพื่อนำมาให้เราเป็นกรณีศึกษาของเว็บไซต์ Ijigg.com ตอนแรกผมว่าจะแปลบทสัมภาษณ์แบบเป็นข้อๆ แต่ผมกลัวว่าเพื่อนๆ อาจจะสับสนกับประเด็นที่ผมสัมภาษณ์ เอาเป็นว่าผมเลยขอสรุปเป็นประเด็นสำคัญน่าจะดีกว่า เพราะผมเชื่อว่าคนที่อ่านบทสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษไม่ยากเกินความเข้าใจ ———————————————– สรุปประเด็นที่น่าสนใจของ Ijigg.com – Mr.Shadab Farooqui เป็นคนอินเดียแต่ไปใช้ชีวิตที่อเมริกาเป็นเวลา 13 ปี – Ijigg มีที่มาจากเพลงๆ นึงในสมัยยุด 70 คือ ?Getting Jiggy with it? ซึ่งคำว่า Jigg ไม่มีความหมาย แต่มันเป็นชื่อที่ง่ายต่อการจดจำ – กลุ่มศิลปินวงเล็กๆ ที่ตั้งกันเองในอเมริกามีเยอะมาก ดังนั้นเขาก็ต้องการโปรโมทเพลงของเขาจึงได้หันหน้าเข้าหาเว็บไซต์ต่างๆ – สามารถโหวตให้เพลงต่างๆ ได้ด้วย (เรียกว่า Jigg) – ทีมงานของ Ijigg ประกอบด้วย 3 พี่น้องตระกูล Farooqui คือ Mr.Shadab ดูแลเรื่องธุรกิจ, Mr.Zaid เป็นโปรแกรมเมอร์, Mr.Bilal ดูแลเครื่องมือต่างๆ – ตอนนี้ Ijigg มีคนสมัครเป็นสมาชิกมากกว่า 1…